1. เริ่มจากหน้าที่ฟอนต์จะถูกใช้จริง
ถ้าใช้กับป้ายร้านหรือแบนเนอร์ ควรเลือกฟอนต์ที่มีน้ำหนักและมองเห็นง่ายจากระยะไกล แต่ถ้าใช้กับโพสต์ขายของหรือเมนู สามารถใช้ฟอนต์ที่มีบุคลิกมากขึ้นได้โดยยังต้องอ่านง่ายบนมือถือ
2. แยกฟอนต์หัวข้อกับฟอนต์รายละเอียด
หลายร้านใช้ฟอนต์เดียวทั้งงานแล้วทำให้ส่วนสำคัญไม่เด่นพอ วิธีที่ดีคือใช้ฟอนต์คาแรกเตอร์ชัดสำหรับหัวข้อ และใช้ฟอนต์ที่อ่านง่ายกว่าสำหรับข้อความรอง เช่น ราคา รายละเอียดสินค้า หรือคำอธิบายเมนู
3. เลือกตามบุคลิกแบรนด์
- ร้านคาเฟ่หรือขนม: ฟอนต์ลายมือหรือฟอนต์คาเฟ่
- ร้านที่ต้องการภาพลักษณ์คลีน: ฟอนต์มินิมอล
- งานโปรโมชันแรง ๆ: ฟอนต์บรัชดินสอหรือฟอนต์ป้ายร้าน
4. ฟอนต์ไทยกับฟอนต์อังกฤษ ต้องเข้ากันไหม
ร้านค้าส่วนใหญ่ใช้ทั้งชื่อไทยและอังกฤษในชิ้นงานเดียวกัน เช่น ชื่อร้านภาษาไทยคู่กับสโลแกนภาษาอังกฤษ หรือเมนูที่มีราคาเป็นตัวเลขอารบิก จุดที่มักพลาดคือเลือกฟอนต์ไทยที่สวยแต่ตัวอังกฤษในชุดเดียวกันดูจืดหรือสัดส่วนไม่เข้ากัน ก่อนใช้จริงควรพิมพ์ทดลองทั้งสองภาษาในชิ้นงานเดียวกันเสมอ ไม่ใช่ดูแยกกันคนละที่ เพราะน้ำหนักเส้นและความสูงตัวอักษรไทย-อังกฤษที่ไม่สมดุลกันจะสังเกตเห็นได้ทันทีเมื่อวางคู่กันจริง
5. ลิขสิทธิ์ฟอนต์ที่ควรรู้ก่อนใช้เชิงพาณิชย์
ฟอนต์ฟรีที่โหลดมาใช้งานหลายตัวอนุญาตแค่การใช้งานส่วนบุคคล ไม่ครอบคลุมการนำไปทำโลโก้ ป้ายร้าน หรือสินค้าที่วางขาย ก่อนใช้ฟอนต์ใดกับงานร้านค้าควรเช็คเงื่อนไขให้ชัดว่าเป็นสิทธิ์แบบใช้ได้เชิงพาณิชย์ (commercial use) หรือไม่ และครอบคลุมถึงระดับไหน เช่น ใช้ทำโลโก้ได้แต่ห้ามฝังในสินค้าที่ขายต่อ หรือใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ฟอนต์ในร้านนี้ทุกตัวระบุประเภทใบอนุญาตชัดเจนในหน้าสินค้าแต่ละแบบ
6. ตัวอย่างการเลือกฟอนต์ตามประเภทร้าน
- ร้านกาแฟ/เบเกอรี่: เมนูใช้ฟอนต์คาเฟ่หรือฟอนต์ลายมือ เพื่อให้รู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง ส่วนป้ายราคาแยกใช้ฟอนต์อ่านง่ายเพื่อความชัดเจน
- ร้านเสื้อผ้า/แฟชั่นออนไลน์: โลโก้และโพสต์ขายของใช้ฟอนต์มินิมอล ให้ภาพลักษณ์ดูคลีนและน่าเชื่อถือ
- ร้านขายของหน้าร้าน/ตลาดนัด: ป้ายราคาและโปรโมชันใช้ฟอนต์ป้ายร้านหรือฟอนต์บรัชดินสอ เพื่อให้เห็นเด่นจากระยะไกล
- ธุรกิจบริการ/ที่ปรึกษา: เอกสารและโพสต์ทางการใช้ฟอนต์เชิงพาณิชย์ที่อ่านง่ายและดูมืออาชีพ